สรุปรายงานการประชุม
การพัฒนากฎหมายวิชาชีพสาธารณสุขและกฎหมายสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน
เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒
ณ ห้องประชุม ๒๓๔ อาคารสัมมนา ๒ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รายชื่อผู้เข้าประชุม
๑.
๒.
---
เริ่มประชุมเวลา ๑๐.๐๐ น
วาระที่ ๑ เรื่องแจ้งเพื่อทราบ
นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวเปิดการประชุมและให้อุปนายกของสมาคม นางทัศนีย์ บัวคำ นำเสนอความเป็นมาของสมาคม โครงสร้าง คณะกรรมการและแผนงาน และ ขอให้รองศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ ณ หนองคาย จากมหาวิทยาลัยมหิดลทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม โดยอุปนายกฯได้นำเสนอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
.........................................
วาระที่ ๒ เรื่องรับรองรายงานการประชุม ไม่มี
วาระที่ ๓ เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา
รองศาสตราจารย์สุรชาติขอให้ที่ประชุมพิจารณาประเด็นอันเป็นฐานของการพัฒนาวิชาชีพการสาธารณสุขรวม ๑๐ ประเด็นคือ
๑.การปฏิบัติหน้าที่ของหมออนามัยในการบริการสาธารณสุขในสถานีอนามัยและในชุมชนหลายภารกิจเป็นการประกอบวิชาชีพก้าวล่วงเข้าไปในวิชาชีพอื่นและกระทำไปโดยอิสระด้วยองค์ความรู้ที่เรียนและที่ได้ฝึกฝนมาเป็นการเฉพาะ โดยในทางพฤตินัยไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพสาขาใดจึงน่าจะมีลักษณะเป็นการประกอบวิชาชีพศิลปะ
๒.ความรับผิดชอบของหมออนามัยในกรณีเกิดความเสียหายแก่ผู้รับบริการอันมีสาเหตุจากการกระทำที่ต่ำกว่ามาตรฐานและหรือจริยธรรมวิชาชีพเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวของหมออนามัย ไม่มีผู้ใดมาร่วมรับผิดชอบในความบกพร่องนั้น
๓.การปฏิบัติหน้าที่ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยมุ่งสร้างเสริมสุขภาพต่อบุคคล ชุมชน และสังคมโดยบุคลากรที่ได้รับการศึกษาและฝึกปฏิบัติมา จะป้องกันผลลัพธ์อันไม่พึงประสงค์แก่บุคคล ชุมชน และสังคมโดยรวมได้มากกว่าการใช้บุคคลทั่วไปผู้ไม่มีความรู้และทักษะเป็นการเฉพาะ องค์ความรู้เช่นที่ว่านี้จึงน่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นวิชาชีพ
๔.องค์ความรู้เฉพาะของหมออนามัยที่ได้ผนวกเพิ่มเข้าไปในการปฏิบัติหน้าที่บริการสาธารณสุขที่มีลักษณะเป็นการก้าวล่วงเข้าไปในวิชาชีพอื่นๆยังไม่มีการรวบรวมและพัฒนาให้เห็นองค์ความรู้นี้อย่างชัดเจน จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้จำเพาะของหมออนามัยควบคู่ไปกับองค์ความรู้การสร้างเสริมสุขภาพ
๕.องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นองค์ความรู้เฉพาะในเชิงวิธีการ แต่องค์ความรู้ของหมออนามัยและบุคลากรสาธารณสุขเป็นองค์ความรู้เฉพาะที่มีอัตลักษณ์ของตน การส่งเสริมให้บุคลากรเหล่านี้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.๒๕๕๑ อาจไม่ครอบคลุมวิธีการทางการสาธารณสุขทั้งหมดได้
๖.การเร่งรัดที่จะให้มีกฎหมายวิชาชีพรองรับผู้ให้บริการสาธารณสุขโดยมิได้ศึกษาผลกระทบต่อกลุ่มจะเป็นการสร้างปัญหาในระยะยาว จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
๗.ลักษณะของความเป็นวิชาชีพมีความจำเป็นต้องมีเอกภาพในการกำกับดูแลกลุ่มให้มีมาตรฐานและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ การมีความคิดเห็นแตกต่างไม่เป็นปัญหาของการดำเนินการพัฒนาแต่ความเป็นเอกภาพในการดำเนินการจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มจำเป็นต้องมความเป็นเอกภาพ
๘.การพัฒนาองค์ความรู้วิชาชีพสาธารณสุขกลุ่มหมออนามัยหรือผู้ให้บริการสาธารณสุขที่กระทำต่อตัวผู้ป่วยโดยตรง พึงพัฒนาองค์ความรู้อันเป็นมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ(อื่น)ร่วมกับองค์ความรู้ในการประกอบวิชาชีพในบริบทเฉพาะของหมออนามัยให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
๙.การพัฒนาองค์ความรู้วิชาชีพสาธารณสุขที่มุ่งก่อให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพของบุคคล ชุมชน และ สังคมโดยรวม พึงชี้ให้เห็นว่าบุคคลอื่นที่ไม่มีความรู้และกระทำการอาจก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพ
๑๐.พึงพัฒนาองค์ความรู้วิชาชีพการสาธารณสุขควบคู่ไปกับการพัฒนากฎหมาย ไม่ควรใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้น
ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นทั้ง ๑๐ ประเด็นแล้วสรุปได้ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ ความเป็นอิสระในการประกอบวิชาชีพของบุคลากรสาธารณสุขที่มิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานีอนามัยมีลักษณะเป็น ศิลปะ แม้ในทางนิตินัยจะถือว่าอยู่ภายใต้การกำกับของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือผู้ที่นายแพทย์สาธารณสุขมอบหมาย
ประเด็นที่ ๒ การปฏิบัติงานในบริบทของสถานีอนามัยและชุมชนมีลักษณะเป็นการประกอบวิชาชีพที่มีองค์ความรู้พิเศษนอกเหนือจากการปฏิบัติงานในสถานพยาบาล แต่ยังไม่ได้มีการรวบรวมองค์ความรู้ในเรื่องนี้ไว้เป็นการเฉพาะจำเป็นต้องทำการวิจัยถอดบทเรียนจากการปฏิบัติงานในชุมชนกว่า ๙๕ ปีที่ผ่านมา
ประเด็นที่ ๓ การปฏิบัติงานเพื่อสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน หากกระทำไปโดยขาดองค์ความรู้อาจส่งผลกระทบในทางเสียแก่สุขภาพของประชาชนได้ จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้หลายสาขามาประยุกต์จึงถือว่าองค์ความรู้ส่วนนี้เป็นองค์ความรู้วิชาชีพสาธารณสุข มิใช่องค์ความรู้เฉพาะในสาขาเหล่านั้นแต่เพียงลำพัง เช่น เวชกรรมที่กระทำต่อสุขภาพชุมชน โภชนาการต่อสุขภาพชุมชน การให้สุขศึกษาเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนสุขภาพ เป็นต้น องค์ความรู้ส่วนนี้ถือว่าเป็นองค์ความรู้ที่แท้จริงของการสาธารณสุข ซึ่งสถาบันการศึกษาผู้ผลิตต้องพัฒนาให้ชัดเจนว่ามีพรมแดนแห่งความรู้เป็นการเฉพาะ และมีทั้งมาตรฐานและจริยธรรมแห่งวิชาชีพเป็นของตนเอง
ประเด็นที่ ๔ การพัฒนากลไกและวิธีการที่สำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิที่จะได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานตามรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ากลไกในการจัดสรรงบประมาณกลับใช้ไปกับการรักษามากกว่าการสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะการมีกองทุนระดับชาติเป็นการเฉพาะ แนวทางพัฒนาในเรื่องนี้จึงควรเสนอกฎหมายอีกฉบับเพื่อใช้เป็นกองทุนสร้างเสริมสุขภาพในระดับชุมชน
ประเด็นที่ ๕ การพยายามใช้ช่องทางการพัฒนาวิชาชีพภายใต้ร่มเงาของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.๒๕๕๑ ไม่ถือว่าเป็นวิธีการที่จะพัฒนาอย่างเหมาะสม เช่น ผู้รักษาการตามกฎหมายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในขณะที่งานสุขภาพในชุมชนเป็นงานด้านการสาธารณสุข ที่ประชุมมีมติยอมรับในประเด็นทั้ง ๕ และตกลงร่วมกันที่จะนำกลับไปเสนอต่อหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อที่ประชุมคณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ในประเทศไทยต่อไป รวมทั้งสมาคมฯจะผลักดันให้เกิดการเสนอร่างกฎหมายทั้งสองฉบับภายในสมัยการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒
วาระอื่นๆ
ไม่มี
เมนูหลัก :
ข้อมูลบริหาร :
- วิสัยทัศน์
- ยุทธศาสตร์ของชมรมฯ
- พันธกิจของชมรมฯ
- ความเป็นมาของชมรมฯ
- ประวัติสถานีอนามัย
- กรรมการชมรมฯ
- ผลงานของชมรมฯ
- คุยกับประธานชมรมฯ
- คุยกับเลขาชมรมฯ
- ติดต่อเรา
เส้นทาง พรบ.วิชาชีพสาธารณสุข :
- กระบวนการตรากฏหมายวิชาชีพสาธารณสุข
- ข้อเสนอเพื่อการพัฒนาวิชาชีพการสาธารณสุข
- ลำดับเหตุการณ์ พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข
- วาระประชุมของสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาสาธารณสุขฯ
หมออนามัยจำเป็นต้องรู้ :
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
- สุขบัญญัติ
- สถานการณ์ไข้เลือดออก
- KM-Yoga-โยคะ
- ไข้หวัดนก
- วิตามินและเกลือแร่
ลิงค์เพลง :