ชุมชนคนท้องถิ่น : เว็บ community อันดับ 1 ของวงการท้องถิ่น
ท้องถิ่น น่ารู้ => บทความท้องถิ่น => ข้อความที่เริ่มโดย: (คนหลังจอ)คนใหม่เหมือนกัน ที่ 21 พฤษภาคม 2009, 11:24:13 PM
หัวข้อ: รธน.ไม่ได้ให้ถ่ายโอนการศึกษา เริ่มหัวข้อโดย: (คนหลังจอ)คนใหม่เหมือนกัน ที่ 21 พฤษภาคม 2009, 11:24:13 PM
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q4/article2005nov17p7.htm โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่ มติชนรายวัน วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10113
การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มครูที่จัดตั้งเป็นองค์กรต่างๆ เพื่อคัดค้านการ "ถ่ายโอน" สถานศึกษา หรือโรงเรียนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยการยกขบวนมาประชุมกันที่คุรุสภา เปิดชุมนุมที่กรุงเทพฯ โกนหัว กรีดเลือด ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของวงการศึกษา มิใช่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของครูกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ไม่ต่างไปจากการชุมนุมของพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อคัดค้านการแปรรูปที่เคยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าเป็นการขายสมบัติของชาติไปให้เอกชนและต่างชาติ
แม้จะเอากฎหมายแรงงานหรือระเบียบวินัยใดมาข่มขู่ เพื่อหมายจะลงโทษก็ไม่อาจทำลายขวัญของกลุ่มครู และพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯได้ ตรงกันข้าม กลับจะทำให้ผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายภาครัฐมีความบีบคั้นจำเป็นจะต้องกอดคอสามัคคีกันอย่างเหนียวแน่นมากขึ้น
เพราะไม่เช่นนั้น การต่อสู้ที่ชอบธรรมย่อมไม่ประสบชัยชนะ
ประเด็นปัญหาเรื่องการถ่ายโอนการศึกษา อยู่ที่พระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจ ไปกำหนดให้สถานศึกษาถ่ายโอนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแม้ว่าพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นในรัฐสภาสมัยที่ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี แต่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ขานรับพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างเต็มกำลัง ซึ่งก็ถูกกลุ่มครูประท้วงคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง
คัดค้านจนกระทั่งรัฐบาลพรรคไทยรักไทยในยุคที่ นายอดิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้อง "ถอย" ไม่กล้าดันทุรังต่อไปเพราะกลัวจะกระทบถึงคะแนนเสียง เนื่องจากใกล้จะครบวาระ 4 ปีของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว
เมื่อไปดูที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกลับไม่ปรากฏเรื่องการถ่ายโอนแต่อย่างใด
คงมีแต่การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
มีบางคนพูดว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีการถ่ายโอนการศึกษา แท้จริงแล้ว รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 366 มาตรา ไม่มีมาตราใดและข้อความใดกล่าวถึง "การถ่ายโอน" แม้แต่น้อย
ถ้อยคำที่รัฐธรรมนูญใช้คือ "การมีส่วนร่วม" ซึ่งขอนำมาแสดงดังนี้
มาตรา 43 ซึ่งอยู่ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรง
มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
หมวด 9 ของรัฐธรรมนูญว่าด้วย "การปกครองส่วนท้องถิ่น" ในมาตรา 289 ก็ใช้ถ้อยคำเดียวกันกับมาตรา 43 ดังนี้
มาตรา 289 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีหน้าที่บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีสิทธิที่จะจัดการศึกษาอบรม และการฝึกอบรมอาชีพตามความเหมาะสม และความต้องการภายในในท้องถิ่นนั้น และเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐ แต่ต้องไม่ขัดต่อมาตรา 43 และมาตรา 81 ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจัดการศึกษาอบรมภายในท้องถิ่นตามวรรคสองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องคำนึงถึงการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นด้วย
ในมาตรา 81 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เป็นเรื่องการบังคับให้รัฐ(รัฐบาลทุกรัฐบาล) ต้องดำเนินการในการจัดการศึกษาซึ่งไม่มีถ้อยคำ "การถ่ายโอน" ให้สถานศึกษาไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีแต่ให้เอกชนเข้ามาช่วยกันจัดการศึกษา ข้อความมีดังนี้
มาตรา 81 รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่างๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ
มิได้มีเพียงการจัดการศึกษาอบรมดังปรากฏในมาตรา 43 และ 289 เท่านั้นที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนเข้ามีส่วนร่วม ในเรื่องการบริการทางสาธารณสุข รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ในทำนองเดียวกัน ดังนี้
มาตรา 52 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การบริการสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปตามอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะกระทำได้
แต่กลับไม่มีการดำเนินการให้มีการ "ถ่ายโอน" สถานีอนามัย โรงพยาบาลเหมือนกับสถานศึกษา
การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรม ซึ่งรัฐจะต้องจัดการศึกษาให้กับเยาวชนในขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เทศบาล(เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร) องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) และรวมถึงเมืองพัฒนาและกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการปกครองรูปแบบพิเศษของการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดชาวบ้านมากที่สุด ที่สำคัญ คือชาวบ้านเลือกตัวแทนไปทำงานด้านการพัฒนาและมีเงินงบประมาณทั้งที่เก็บเองและรัฐบาลสนับสนุน
เช่นเดียวกับการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมก็เนื่องจากคนในชุมนุมอาจจะมีเงิน มีสติปัญญาหรือทรัพยากรอย่างอื่นก็ไม่ควรจะปล่อยให้คนที่มีศักยภาพหนีห่างไปจากชุมชน
การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐ และรวมถึงการบริการสาธารณสุขไม่จำเป็นจะต้องให้ "ถ่ายโอน" ไปสังกัดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังที่ไปบัญญัติในพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ซึ่งไม่สอดรับกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
การมีส่วนร่วมการจัดการศึกษาอบรมสามารถกระทำได้ในลักษณะ เช่น การสนับสนุนด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร ด้านอุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย การดูงานและการฝึกงาน ฯลฯ เพราะเด็กที่มาเรียนในชุมชนก็ล้วนเป็นลูกหลานประชาชนในท้องถิ่นซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองก็ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง นายก อบต. สมาชิกสภา อบต. นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาล นายก อบต.และสมาชิกสภา อบจ. โดยสถานศึกษายังสังกัดกระทรวงศึกษาธิการต่อไปเหมือนเดิม
การจัดการศึกษาต้องเป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องมีแผน มีการสร้างโอกาส สร้างความเสมอภาค คนจน คนด้อยโอกาส คนพิการจะต้องได้รับสิทธิในการศึกษา ไม่ใช่โยนอย่างง่ายๆ และลวกๆ ไปอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือมัวแต่มาถามความสมัครใจจนถึงกับจะให้โหวต
ว่าไปแล้ว รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐบาลไม่เก็บค่าเล่าเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (มาตรา 43) แต่รัฐบาลก็ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แถมยังพยายามจะผลักไสไล่ส่งให้โรงเรียนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการรักษาพยาบาล (มาตรา 52) ก็ให้รัฐบาลรักษาฟรีสำหรับผู้ยากไร้ ซึ่งรัฐสภาต้องออกเป็นพระราชบัญญัติว่ายากไร้นั้นหมายถึงอย่างไร ไม่ใช่ยากไร้หรือร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็ควัก 30 บาทรักษาทุกโรคเหมือนกันหมด
ไม่ต่างไปจากการชุมนุมของพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อคัดค้านการแปรรูปที่เคยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าเป็นการขายสมบัติของชาติไปให้เอกชนและต่างชาติ
แม้จะเอากฎหมายแรงงานหรือระเบียบวินัยใดมาข่มขู่ เพื่อหมายจะลงโทษก็ไม่อาจทำลายขวัญของกลุ่มครู และพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯได้ ตรงกันข้าม กลับจะทำให้ผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายภาครัฐมีความบีบคั้นจำเป็นจะต้องกอดคอสามัคคีกันอย่างเหนียวแน่นมากขึ้น
เพราะไม่เช่นนั้น การต่อสู้ที่ชอบธรรมย่อมไม่ประสบชัยชนะ
ประเด็นปัญหาเรื่องการถ่ายโอนการศึกษา อยู่ที่พระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจ ไปกำหนดให้สถานศึกษาถ่ายโอนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแม้ว่าพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นในรัฐสภาสมัยที่ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี แต่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ขานรับพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างเต็มกำลัง ซึ่งก็ถูกกลุ่มครูประท้วงคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง
คัดค้านจนกระทั่งรัฐบาลพรรคไทยรักไทยในยุคที่ นายอดิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้อง "ถอย" ไม่กล้าดันทุรังต่อไปเพราะกลัวจะกระทบถึงคะแนนเสียง เนื่องจากใกล้จะครบวาระ 4 ปีของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว
เมื่อไปดูที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกลับไม่ปรากฏเรื่องการถ่ายโอนแต่อย่างใด
คงมีแต่การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
มีบางคนพูดว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีการถ่ายโอนการศึกษา แท้จริงแล้ว รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 366 มาตรา ไม่มีมาตราใดและข้อความใดกล่าวถึง "การถ่ายโอน" แม้แต่น้อย
ถ้อยคำที่รัฐธรรมนูญใช้คือ "การมีส่วนร่วม" ซึ่งขอนำมาแสดงดังนี้
มาตรา 43 ซึ่งอยู่ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรง
มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
หมวด 9 ของรัฐธรรมนูญว่าด้วย "การปกครองส่วนท้องถิ่น" ในมาตรา 289 ก็ใช้ถ้อยคำเดียวกันกับมาตรา 43 ดังนี้
มาตรา 289 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีหน้าที่บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีสิทธิที่จะจัดการศึกษาอบรม และการฝึกอบรมอาชีพตามความเหมาะสม และความต้องการภายในในท้องถิ่นนั้น และเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐ แต่ต้องไม่ขัดต่อมาตรา 43 และมาตรา 81 ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจัดการศึกษาอบรมภายในท้องถิ่นตามวรรคสองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องคำนึงถึงการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นด้วย
ในมาตรา 81 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เป็นเรื่องการบังคับให้รัฐ(รัฐบาลทุกรัฐบาล) ต้องดำเนินการในการจัดการศึกษาซึ่งไม่มีถ้อยคำ "การถ่ายโอน" ให้สถานศึกษาไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีแต่ให้เอกชนเข้ามาช่วยกันจัดการศึกษา ข้อความมีดังนี้
มาตรา 81 รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่างๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ
มิได้มีเพียงการจัดการศึกษาอบรมดังปรากฏในมาตรา 43 และ 289 เท่านั้นที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนเข้ามีส่วนร่วม ในเรื่องการบริการทางสาธารณสุข รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ในทำนองเดียวกัน ดังนี้
มาตรา 52 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การบริการสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปตามอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะกระทำได้
แต่กลับไม่มีการดำเนินการให้มีการ "ถ่ายโอน" สถานีอนามัย โรงพยาบาลเหมือนกับสถานศึกษา
การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรม ซึ่งรัฐจะต้องจัดการศึกษาให้กับเยาวชนในขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เทศบาล(เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร) องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) และรวมถึงเมืองพัฒนาและกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการปกครองรูปแบบพิเศษของการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดชาวบ้านมากที่สุด ที่สำคัญ คือชาวบ้านเลือกตัวแทนไปทำงานด้านการพัฒนาและมีเงินงบประมาณทั้งที่เก็บเองและรัฐบาลสนับสนุน
เช่นเดียวกับการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมก็เนื่องจากคนในชุมนุมอาจจะมีเงิน มีสติปัญญาหรือทรัพยากรอย่างอื่นก็ไม่ควรจะปล่อยให้คนที่มีศักยภาพหนีห่างไปจากชุมชน
การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐ และรวมถึงการบริการสาธารณสุขไม่จำเป็นจะต้องให้ "ถ่ายโอน" ไปสังกัดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังที่ไปบัญญัติในพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ซึ่งไม่สอดรับกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
การมีส่วนร่วมการจัดการศึกษาอบรมสามารถกระทำได้ในลักษณะ เช่น การสนับสนุนด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร ด้านอุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย การดูงานและการฝึกงาน ฯลฯ เพราะเด็กที่มาเรียนในชุมชนก็ล้วนเป็นลูกหลานประชาชนในท้องถิ่นซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองก็ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง นายก อบต. สมาชิกสภา อบต. นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาล นายก อบต.และสมาชิกสภา อบจ. โดยสถานศึกษายังสังกัดกระทรวงศึกษาธิการต่อไปเหมือนเดิม
การจัดการศึกษาต้องเป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องมีแผน มีการสร้างโอกาส สร้างความเสมอภาค คนจน คนด้อยโอกาส คนพิการจะต้องได้รับสิทธิในการศึกษา ไม่ใช่โยนอย่างง่ายๆ และลวกๆ ไปอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือมัวแต่มาถามความสมัครใจจนถึงกับจะให้โหวต
ว่าไปแล้ว รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐบาลไม่เก็บค่าเล่าเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (มาตรา 43) แต่รัฐบาลก็ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แถมยังพยายามจะผลักไสไล่ส่งให้โรงเรียนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการรักษาพยาบาล (มาตรา 52) ก็ให้รัฐบาลรักษาฟรีสำหรับผู้ยากไร้ ซึ่งรัฐสภาต้องออกเป็นพระราชบัญญัติว่ายากไร้นั้นหมายถึงอย่างไร ไม่ใช่ยากไร้หรือร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็ควัก 30 บาทรักษาทุกโรคเหมือนกันหมด
เมนูหลัก :
ข้อมูลบริหาร :
- วิสัยทัศน์
- ยุทธศาสตร์ของชมรมฯ
- พันธกิจของชมรมฯ
- ความเป็นมาของชมรมฯ
- ประวัติสถานีอนามัย
- กรรมการชมรมฯ
- ผลงานของชมรมฯ
- คุยกับประธานชมรมฯ
- คุยกับเลขาชมรมฯ
- ติดต่อเรา
เส้นทาง พรบ.วิชาชีพสาธารณสุข :
- กระบวนการตรากฏหมายวิชาชีพสาธารณสุข
- ข้อเสนอเพื่อการพัฒนาวิชาชีพการสาธารณสุข
- ลำดับเหตุการณ์ พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข
- วาระประชุมของสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาสาธารณสุขฯ
หมออนามัยจำเป็นต้องรู้ :
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
- สุขบัญญัติ
- สถานการณ์ไข้เลือดออก
- KM-Yoga-โยคะ
- ไข้หวัดนก
- วิตามินและเกลือแร่
ข้อมูลการถ่ายโอนอนามัยสู่ อปท. :
ลิงค์เพลง :